Tuesday, March 13, 2007

การปกป้องค่าเงินบาทของแบงค์ชาติ(2)

การปกป้องค่าเงินของแบงก์ชาติ (2)
จากความล้มเหลวจนเกิดวิกฤติ สู่ชัยชนะราคาแพง ?
ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์
chodechai@fpo.go.th
ที่มาสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง



ต่อจากตอนที่แล้ว แบงก์ชาติก็ได้ออกมาตรการ เพื่อป้องปรามการเก็งกำไรจาก สถาบันการเงินในต่างประเทศ โดยได้สั่งการไปยังธนาคารพาณิชย์ไทย ไม่ให้ปล่อยเงินบาทให้กับสถาบันการเงินต่างประเทศ ยกเว้นถ้ามีธุรกรรมที่แท้จริงอยู่ มาตรการนี้ทำให้ อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดต่างประเทศ ลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดการขาดแคลนเงินบาท อย่างกะทันหัน ค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยเงินบาทสูงขึ้น เกิดอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ไม่เท่ากัน 2 ตลาดคือ ตลาดภายในประเทศ Onshore กับตลาดต่างประเทศ Offshore โดยมาตรการของ แบงก์ชาติไปสร้างเขื่อนไว้กั้น ไม่ให้เงินบาทไหล ไปต่างประเทศ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ในตลาดต่างประเทศ เคยแตกต่างกับตลาดในประเทศถึง 3.80 บาทต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ

นักเก็งกำไรได้กลาย เป็นศัตรูที่แบงก์ชาติ จะต้องเอาชนะให้ได้ ดังนั้นเมื่อ วันที่ 14 พฤษภาคม 2540 มติในที่ประชุมของแบงก์ชาติให้แทรกแซง ด้วยวงเงินที่ไม่จำกัด ฝ่ายการธนาคาร จึงได้ใช้ทุนสำรองระหว่างประเทศ ไปจนเกือบหมดสิ้น
ท้ายที่สุดการป้องกันค่าเงินบาท แบงก์ชาติขาดทุนและสูญเสีย เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ จำนวนมากและแบงก์ชาติ ยังมีพันธะที่จะส่งมอบเงิน ดอลลาร์คืนอีก 23.4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งทำให้แบงก์ชาติ Technically Bankrupt เมื่อเทียบกับเงินสำรองฯ ที่มีอยู่ในขณะนั้น ประกอบกับเงินทุน (ดอลลาร์สหรัฐ) ในขณะนั้นไหลออกเป็นจำนวนมาก เพราะตลาดมั่นใจว่า จะเกิดวิกฤติการเงินต่อไปในอนาคตอันใกล้ และแบงก์ชาติต้องลดค่าเงินบาท หรือปล่อยลอยตัวค่าเงินบาทแน่นอน

ในช่วงเวลานี้ปริมาณเงินทุนสำรอง สุทธิลดลงเรื่อยๆ จนเหลือ 2.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2540 ในที่สุดรัฐบาลจึงประกาศ ให้ค่าเงินบาทลอยตัวเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2540
หลังจากทบทวนภาพในอดีตแล้ว ลองมาวิเคราะห์การปกป้องค่าเงินบาทในปัจจุบันบ้าง
สำหรับการปกป้องค่าเงินบาท ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา (2549) แบงก์ชาติซื้อดอลลาร์ขายบาท ในตลาดปัจจุบัน และตลาดล่วงหน้า เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็ง มีผลให้ปริมาณเงินบาทสูงขึ้น และมีสภาพคล่องส่วนเกิน ในระบบมากขึ้น ดังนั้นแบงก์ชาติจึงออกพันธบัตร ดูดซับสภาพคล่อง (ถึงปัจจุบัน ประมาณ 1 ล้านล้านบาท) นอกจากนั้นแบงก์ชาติทำ Swap เพื่อขายดอลลาร์ซื้อบาทก่อน เพื่อดึงสภาพคล่อง เงินบาทออกจากระบบ และมีสัญญาในขากลับที่จะซื้อดอลลาร์ขายบาท ในอนาคต
นอกจากนั้น เมื่อแบงก์ชาติออกมาตรการ ควบคุมเงินทุนนำเข้าโดยต้องสำรอง 30% ส่งผลให้ปริมาณเงินทุนต่างประเทศ เข้ามาน้อยลง ทำให้ธุรกรรมแลกเงินดอลลาร์ เป็นเงินบาทเพื่อมาลงทุนในประเทศลดลง (หรือลดอุปสงค์ในเงินบาทที่ควรจะเป็น) เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงขึ้นหรือเป็น เพราะไม่มั่นใจในนโยบายของทางการ แต่ในขณะที่การแลกเปลี่ยน โดยเอาเงินดอลลาร์แลกเป็นเงินบาทในต่างประเทศ ไม่โดนมาตรการสำรอง 30%

ดังนั้นจึงเกิดมีการแลกเปลี่ยนกันเอง ระหว่างนักลงทุนหรือสถาบันการเงิน และนายหน้าค้าเงินตราต่างประเทศ (Money & Currency Broker) ในตลาดเงินตราต่างประเทศ นอกประเทศไทย (Offshore Market) เพื่อรองรับหรือซับอุปสงค์ ในเงินบาทส่วนที่เหลืออยู่ (Pent-up Demand) ที่ไม่ได้รับการตอบสนองเนื่องจากมาตรการ 30% ไปบิดเบือน

ในขณะที่ปริมาณเงินบาทในตลาดต่างประเทศมีไม่เพียงพอ ขาดสภาพคล่อง จึงทำให้เงินบาท ในตลาดต่างประเทศแข็งกว่า ในประเทศและการที่ตลาดต่างประเทศ ขาดสภาพคล่องเงินบาท คือ ขาดสภาพคล่องในการซื้อขาย เนื่องจากคนที่เสนอซื้อ เสนอขายมีน้อยราย ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวหวือหวารุนแรง เวลามีการซื้อขายจริงๆ และนอกจากนั้นเงินบาทที่แข็งค่า ก็เป็นเพราะการเก็งกำไร โดยคาดว่าเงินบาทจะแข็งขึ้นในอนาคต

ในทางทฤษฎีอิงกับหลักการ Arbitrage ค่าเงิน ความแตกต่างของค่าเงินบาท ในตลาด Offshore กับตลาด Onshore จะไม่เกินส่วนที่ถูกหัก ถ้าทิ้งเงินไว้ในประเทศไม่ถึงปีคือ 10% (จริงต้องสำรองไว้ 30% แต่จะถูกริบแค่ 10% ในกรณีที่นำเงินออกนอกประเทศ ก่อนครบกำหนด) 10% ของ 36 บาทก็คือ 3.6 บาท
ดังนั้นเงินบาทใน Offshore ไม่ควรจะแพงกว่าเงินบาทใน Onshore เกิน 3.6 บาท ซึ่งจะแพงกว่าเท่าไรนั้น ก็ต้องขึ้นกับ Demand และ Supply ของเงินบาทในประเทศและต่างประเทศ


มาตรการสำรอง 30% ทำให้แยกตลาดภายในกับภายนอก ออกจากกันชัดเจนยิ่งขึ้น สร้างเขื่อนกั้นแน่นหนา และสูงขึ้น ผลข้างเคียงก็คือ นักเก็งกำไรที่มีเงินบาทอยู่แล้วก็จะได้กำไร เนื่องจากเงินบาทในต่างประเทศ แข็งกว่าปกติ ก็สามารถขายเพื่อซื้อดอลลาร์ ในราคาถูกกว่าปกติ ทำกำไรได้


นอกจากนี้มาตรการดังกล่าว ยังทำให้เกิดการบิดเบือน เพราะทำให้ในตลาดต่างประเทศ Offshore ขาดเงินบาท ทำให้ดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นมาก ผู้ส่งออกภายในประเทศ เห็นค่าเงินบาทที่แข็งในต่างประเทศก็อาจจะตกใจ และยิ่งเทขายดอลลาร์ ซื้อบาทมากขึ้นและเร็วขึ้น ทำให้บาทยิ่งแข็งได้ ทำให้ยิ่งมีแรงกดดัน เทขายดอลลาร์ในประเทศมากขึ้น
ทางเลือกหนึ่งที่แบงก์ชาติทำได้ ก็คือ ไปแทรกแซงค่าเงินในตลาด Offshore เพื่อใช้เงินบาท ซึ่งมีค่าแข็งกว่าปกติซื้อดอลลาร์ในตลาด Offshore ซึ่งมีราคาถูก (กว่าปกติ) การทำเช่นนี้ได้ผลกว่า เพราะตลาดมีสภาพคล่องน้อย การซื้อดอลลาร์ขายบาทในตลาด Offshore จะช่วยให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้นและบาทอ่อนตัวลง ด้วยต้นทุนการแทรกแซง ที่ต่ำกว่าการแทรกแซงในตลาดภายในประเทศ (Onshore) ที่ต้องซื้อดอลลาร์จาก นักลงทุนต่างประเทศ (ทั้งการลงทุนในตลาดหุ้น ทั้งการลงทุนทางตรง และการกู้โดยประกันความเสี่ยง 100% ) และซื้อดอลลาร์จากผู้ส่งออก ซึ่งทั้งหมดไม่โดนสำรอง 30% ซึ่งธุรกรรมทั้งหมด มีมูลค่ามาก
ดังนั้นการแทรกแซงในตลาด Onshore จึง Costly กว่ามาก ทำให้ต้นทุน การแทรกแซงของแบงก์ชาติสูงมาก (ซึ่งในความเป็นจริงแบงก์ชาติอาจกำลัง แทรกแซงในตลาด Offshore อยู่ก็ได้ เพื่อทำให้ส่วนต่างระหว่าง Offshore กับ Onshore ไม่มากนัก)


นอกจากนั้น แบงก์ชาติควรลดดอกเบี้ยนโยบายลง ซึ่งจะทำให้ส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐฯ กับดอกเบี้ยบาทถ่างตัวขึ้น (ดอกเบี้ยบาทน้อยกว่าดอกเบี้ยสหรัฐฯ มากขึ้น) ซึ่งจะทำให้มีส่วน Swap Discount มากขึ้น ปฏิกิริยาตอบสนองของตลาดก็คือ ผู้ส่งออกจะ Hedge น้อยลง เนื่องจากมีต้นทุนเพิ่มขึ้นกล่าวคือแลกเป็นเงินบาทได้ในอนาคตด้วย Rate ที่ต่ำลง (ทำให้มีแรงขายดอลลาร์ลดลง) ในขณะที่ผู้นำเข้าจะ Hedge มากขึ้น เนื่องจากมีต้นทุนต่ำลง กล่าวคือ แลกเป็นเงินดอลลาร์ได้ในอนาคตด้วย Rate ที่ดีขึ้น (ทำให้มีแรงซื้อดอลลาร์เพิ่มขึ้น) ทั้งหมดน่าจะมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนมาก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกและนำเข้ารวมกันคิดเป็น 140% ของ GDP จึงน่าจะมีผลให้เงินดอลลาร์แข็งขึ้น และส่งผลให้เงินบาทอ่อนตัวลง นอกจากนั้นการลดดอกเบี้ยยังช่วยลดต้นทุนของแบงก์ชาติในการแทรกแซงค่าเงินจากการทำ Swap รวมทั้งลดต้นทุนดอกเบี้ยจ่ายจากพันธบัตรที่แบงก์ชาติออกไปขายและการกู้ยืมเงินในตลาดซื้อคืนพันธบัตร (RP) เพื่อดึงเงินบาทออกจากระบบเศรษฐกิจ (Cost of Sterilization)



แบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาท


แบงก์ชาติทำอะไรกับค่าเงินบาท
ดร.โชติชัย สุวรรณาภรณ์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

1. ในช่วง 3-4 ปี ก่อนปี 2540 มีเงินทุนต่างประเทศไหลเข้ามาในประเทศเป็นปริมาณมาก ทำให้มีเงินดอลลาร์สหรัฐมาแลก เป็นเงินบาทมากขึ้น ส่งผลให้แบงก์ชาติมีเงินทุนสำรอง ระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับความต้องการเงินทุน ที่จะรองรับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ต่อมาในช่วงปี 2539-2540 นักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะ Hedge Fund เห็นว่าเงินบาทแข็งเกินกว่าความเป็นจริง กล่าวคือ ค่าเงินบาทไม่สะท้อนปัจจัยพื้นฐาน การส่งออกชะงัก การลงทุนในประเทศลดลงและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด 8% ของ GDP โดยมีหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศมารองรับ ทำให้ความต้องการถือค่าเงินบาทมีน้อย เพราะกลัวจะขาดทุนจาก การอ่อนค่าของเงินบาท อีกทั้งต้องการทำกำไร จากการคาดการณ์ค่าเงินบาท จะอ่อนค่าลงในอนาคต จึงมีแรงเทขายบาทและซื้อดอลลาร์ กลับไปมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากตลาดปัจจุบัน (Spot) และตลาดล่วงหน้า (Forward)

แบงก์ชาติต้องแทรกแซง สร้างอุปสงค์ในเงินบาท โดยรับซื้อบาทขายดอลลาร์ ทั้งซื้อทันทีและซื้อล่วงหน้า ทำให้เงินทุนสำรองฯ ที่มีอยู่ลดลงอย่างรวดเร็ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก ในอนาคตเมื่อครบกำหนด ส่งมอบตามสัญญาล่วงหน้า นักลงทุนต่างชาติ นักค้าเงินต่างประเทศ นักเก็งกำไรและสถาบันการเงินไทยบางส่วนเก็งกำไร โดยการขายบาท (ซื้อดอลลาร์) ทั้งในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า แล้วค่อยซื้อบาทใหม่ในอนาคต เมื่อค่าเงินบาทอ่อนลง
นอกจากนั้น ในด้านของนักลงทุน และนักเก็งกำไรต่างประเทศ ยังทำ Swap เพื่อประกันความเสี่ยงและเก็งกำไรจากการที่บาทจะมีค่าลดลงในอนาคต โดยเอาดอลลาร์มาแลกเป็นเงินบาท


โดยทำสัญญากับแบงก์ชาติว่าจะเอา ดอลลาร์กลับคืนไป ซึ่งเป็นวิธีการเก็งกำไรโดย การเปลี่ยนดอลลาร์เป็นเงินบาท และเอาเงินบาทไป Dump ขายทิ้ง การทำ Swap เช่นนี้ จึงเปรียบเสมือนเป็น ธุรกรรมยืมเงินบาท ของนักเก็งกำไรที่จะได้เอาไปขาย Short หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การที่แบงก์ชาติยอมทำธุรกรรมนี้ จึงเป็นการให้ต่างชาติยืมเงินบาท ทำให้พวกเขามีกระสุน ที่จะเก็งกำไรยิ่งใหญ่โตขึ้น


จากเอกสารของ ศปร. ชี้ชัดว่า ในช่วงต้นปีพ.ศ. 2540 ค่าเงินบาทถูกกด ดันอย่างต่อเนื่อง มีการโจมตีค่าเงินบาทหลายครั้งติดต่อกัน โดยนักเก็งกำไรได้โจมตีเงินบาทด้วยการซื้อ SWAP Sell-Buy USD/THB ควบคู่ไปด้วย นั่นคือการทำธุรกรรมใน การนำเงินดอลลาร์ซื้อเงินบาทโดยทำสัญญาว่า จะขายเงินบาท/ซื้อเงินเหรียญสหรัฐฯ คืนตามกำหนดเวลา นักเก็งกำไรทำเช่นนี้ เพราะนอกจากจะได้ประโยชน์จากที่ค่าเงินบาทจะลดลงแล้ว จะเป็นการผลักดันให้อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้า (SWAP Premium) ในการซื้อขายสูงขึ้นด้วย


ในทางกลับกัน ในด้านของ แบงก์ชาติก็อยากที่จะทำ Swap ด้วย เพราะต้องการแทรกแซง โดยเพิ่มความต้องการเงินบาท ไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าลงเร็ว ในขณะเดียวกันก็จะได้ดอลลาร์มาใช้ก่อน (เปรียบเสมือนการยืมดอลลาร์แล้วค่อยใช้คืนในอนาคต) เพราะในขณะนั้นแบงก์ชาติเสียดอลลาร์ไปจำนวนมากจากการที่ต้องรับซื้อ บาท/ขายดอลลาร์ในตลาดปัจจุบันและตลาดล่วงหน้า ทำให้ฐานะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศง่อนแง่น อีกทั้งแบงก์ชาติยังมีเงินดอลลาร์ที่ได้จากการทำ Swap ในขาแรกเพิ่มขึ้นไปใช้ป้องกันค่าเงิน โดยการซื้อบาทในตลาดปัจจุบันอีกด้วย


SWAP นั้นคือการขอซื้อเงินตราในวันนี้ ในราคานี้ โดยกำหนดวันที่จะส่งมอบเงินตราให้ในวันข้างหน้า ธุรกรรม SWAP รูปแบบที่แบงก์ชาติทำในช่วงก่อนวิกฤติการเงินเรียกว่า Buy-Sell SWAP USD/THB คือขณะที่นำเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ไปซื้อเงินบาท ในทันทีนั้นก็จะนำเงินบาทซื้อดอลลาร์สหรัฐฯ จากตลาด โดยทำ ธุรกรรม SWAP ที่มีเงื่อนไขสัญญาว่าเมื่อครบกำหนดสัญญา (อาจเป็น 2 วัน หรือ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี) แบงก์ชาติจะต้องขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อเงินบาทคืน
การทำสัญญา SWAP ในขณะนั้น จะเป็นการอัดฉีดเงินบาทเข้าไปในระบบเพื่อลบล้าง ผลการโจมตีของนักเก็งกำไรเงินตราต่างประเทศ โดยที่ปริมาณเงินบาทในตลาดทันทีจะไม่ลดลง ดอกเบี้ยก็จะไม่แพงขึ้น และยังสามารถซ่อนผลกระทบของการปกป้องค่าเงิน บาท ต่อเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ไม่ให้ปรากฏต่อตลาดได้ เพราะปริมาณเงินทุนสำรองจะไม่ลดลง แต่พันธะในการส่งเงินตราต่างประเทศ คืนกลับให้คู่สัญญาจะเกิดขึ้นในอนาคต และดอกเบี้ยจะยิ่งสูงขึ้น

แต่การนำธุรกรรม SWAP มาใช้ เป็นผลให้แบงก์ชาติสามารถดำเนินการปกป้องค่าเงินบาท โดยแทบไม่มีขีดจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น และทำให้ทุนสำรอง ระหว่างประเทศสุทธิลดลงอย่างมากจนถึงขั้นวิกฤติ หากแบงก์ชาติทบทวนนโยบายของตนเร็วขึ้น แบงก์ชาติก็จะไม่รีรอปรับค่าเงินบาท และจะไม่สร้างภาระผูกพัน จากธุรกรรม SWAP แต่การทำ SWAP เป็นการเปิดโอกาสให้แบงก์ชาติเลี่ยง การเผชิญปัญหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงินทุนสำรองเกือบหมดสิ้น

ที่มา สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง


ถือว่าเป็นความก้าวหน้าอีกระดับในแวดวง ราชการไทย ที่แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ กล้าที่จะออกมาแสดงความคิดเห็น กล้าที่จะออกมาวิพากย์วิจารณ์ การทำงานของอีกหน่วยราชการหนึ่ง ด้วยความเป็นกลางปราศจากอคติ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง นี่อาจเป็นคุณูปการที่เราได้รับ หลังจากเกิดเหตุการณ์ล่มสลายทางเศรษฐกิจ ในปี 2540

Monday, March 12, 2007

การเฉลิมฉลองของคนโง่ ดร.ไสว บุญมา


"The Celebration Of Fools" "การเฉลิมเฉลองของคนโง่" คือหนังสือที่ ดร.ทักษิณแนะนำให้ คณะรัฐมนตรีอ่าน จากส่วนหนึ่งของบทผนวก ท้ายเล่ม หนังสือคิดนอกคอก ทำนอกคัมภีร์ เขียนโดย ดร.ไสว บุญมา ขอคัดมาบางส่วนดังนี้

ห้างสรรพสินค้า J C Penny ก่อตั้งเมื่อปี 2445 ด้วยน้ำพักน้ำแรงของหนุ่มบ้านนอกชื่อ James Cash Penny ณ ชนบทห่างไกลในมลรัฐไวโอมิ่ง ซึ่งเป็นรัฐเกษตรกรรมเล็กๆ มีพลเมืองไม่ถึง 1 แสนคน ในตอนนั้นและปัจจุบันนี้ก็ยังมีไม่ถึง 5 แสนคน James Cash Penny เป็นเสมียนในร้านขายของเล็กๆชื่อ Golden Rule หรือ กฏทอง เจ้าของร้านเห็นว่าเขามีหน่วยก้านดีและมีความขยันขันแข็งเป็นพิเศษ จึงเสนอให้เขาเป็นหุ้นส่วน และผู้จัดการของร้านที่ตั้งขึ้นใหม่ในอีกเมืองหนึ่ง ไม่นานต่อมาหนุ่ม James ก็ซื้อหุ้นส่วนในร้านทั้งหมดได้ และขยายกิจการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน J C Penny กลายเป็นห้างสรรพสินค้าประกอบด้วยสาขาถึง 1,600 แห่ง กระจัดกระจายกันอยู่ในศูนย์การค้าทั่วสหรัฐ และในอีกหลายๆประเทศ ก่อนที่จะประสบมรสุมใหญ่จนเกือบล่มสลาย

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่นี้มีผลมาจาก "กฏทอง" ของผู้ก่อตั้งซึ่งประกอบด้วยฐานทางจรรยาบรรณหลายข้อ เช่นความมัธยัสถ์ ความซื่อสัตย์ ความมีเกียรติ ความเชื่อมั่น ความร่วมมือ ความเชื่อถือได้ การให้บริการ ความมีเกียรติ ความเชื่อมั่น ความร่วมมือ ความเชื่อถือได้ การให้บริการ และความสนับสนุนต่อชุมชน เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ยึดมั่นในกฏของ "การสร้างกิจการบนฐานของความถูกต้องและเป็นธรรม ไม่ใช่บนฐานของการยึดความสะดวกเป็นที่ตั้ง" ความตกต่ำของห้างสรรพสินค้าอเมริกันอันยิ่งใหญ่ นี้มีปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะการละทิ้ง "กฏทอง" ของผู้บริหารรุ่นใหม่ซึ่งโลภมากอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เห็นแก่ความสะดวกมากกว่าความถูกต้องและเป็นธรรม และโอหังจนลูกค้าหันไปหาร้านอื่น

ท่านนายกฯ ต้องการให้รัฐมนตรีอ่านเพื่อจะได้ตระหนักว่าความเสื่อมของบริษัทยักษ์ใหญ่นั้นเกิดจากการเลิกเอาใจลูกค้า ฉะนั้นรัฐบาลต้องเอาใจประชาชน ซึ่งรัฐบาลมองว่าเป็นเสมือนลูกค้าของรัฐบาล ตอนนี้จะมีรัฐมนตรีกี่คนไดอ่านหนังสือหรือนำแนวคิดและบทเรียนที่ได้ไปปฏิบัติให้เกิดผลอย่างไรยังไม่เป็นที่ปรากฏ แต่เมื่อดูเนื้อหาสาระของหนังสือแล้ว สิ่งที่จะเกิดตามมาน่าจะคล้ายกับที่เกิดขึ้นหลังท่านนายกฯ แนะนำให้รัฐมนตรีอ่านหนังสืออีกหลายเล่ม นั่นคือไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะนโยบายของรัฐบาลและพฤติกรรมของผู้อยู่ในคณะรัฐมนตรี มักตรงข้ามกับแนวคิดและบทเรียนซึ่งหนังสือเหล่านั้นบ่งบอก ขอยกตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้

ความัธยัสถ์เป็นหนึ่งในกฏสำคัญของการก่อร่างสร้างตัวของ James Cash Penny คนได้รับความสำเร็จอย่างสูงส่ง มีผู้ใดในคณะรัฐมนตรีที่เปล่งคำนี้ออกมาเพื่อชักชวนประชาชนให้มัธยัสถ์บ้าง ? ตรงข้ามนโยบายของรัฐบาลมุ่งกระตุ้นให้คนใช้จ่ายอย่างไม่อั้น พร้อมกับพยายามผลักดันให้ประชาชนกู้หนี้ยืมสินทั้งที่ประชาชนจำนวนมากมีหนี้สินล้นพ้นตัวอยู่แล้ว เพราะอะไร ? เพราะรัฐบาลและผู้ใกล้ชิดส่วนมากทำธุรกิจซึ่งจะสร้างรายได้ให้ตนบนฐานของการใช้จ่ายแบบเกินตัวนั้นใช่หรือไม่ ? นี่แหละคือรูปหนึ่งของความฉ้อฉลทางนโยบายซึ่งใครต่อใครกำลังกล่าวถึง

การที่รัฐมนตรีทำธุรกิจกันเกือบถ้วนหน้าและสร้างความร่ำรวยอย่างไม่หยุดยั้งนั้น อยู่ในแนวเดียวกันกับความโลภแบบไม่สิ้นสุดของผู้บริหารยุคใหม่ของ J C Penny ความโลภเป็นการหักหลังผู้ก่อตั้งบริษัทอย่างร้ายกาจ และเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทตกต่ำ เป็นไปได้ไหมว่าเมืองไทยจะตกต่ำเพราะรัฐมนตรียังมีความโลภสูงและไม่เลิกทำธุรกิจอย่างเด็ดขาด อันเป็นการหักหลังอุดมการณ์ประชาธิปไตย และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ?

J C Penny สร้างกิจการบนฐานของความถูกต้อง ไม่ใช่บนฐานของการยึดความสะดวกเป็นที่ตั้ง ผู้บริหารในยุคหลังละทิ้งหลักการนี้ จึงทำให้ J C Penny ตกต่ำ นโยบายแนวประชานิยมจำนวนมากเกิดจากฐานของการยึดความสะดวกทางการเมืองเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ความถูกต้องและเป็นธรรมทั้งที่ถูกทักท้วงว่า นโยบายแนวนี้จะมีผลร้ายจนสร้างความล่มสลายแบบเดียวกับบางประเทศในละตินอเมริกา รัฐบาลก็ยังคงดันทุรังทำต่อไป นโยบายแนวนี้ไม่ใช่เพื่อบริการประชาชนหรือ "ลูกค้า" ในสายตารัฐบาล แต่เป็นการมอมเมาประชาชนผู้ไม่เข้าใจว่า ผลพวกที่ตามมานั้นอาจจะร้ายแรงถึงขนาดทำให้ประเทศชาติล่มจม

ความโอหังของผู้บริหารเป็นอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งพา J C Penny ไปสู่ความเสื่อมถอยความโอหังกับความเชื่อมั่นในตัวเองนั้นเชื่อมต่อกันอยู่อย่างยากที่จะแยกออกจากกัน ความเชื่อมั่นมีประโยชน์ซึ่ง James Cash Penny ก็มีอยู่มาก แต่เมื่อความเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนข้ามเส้นไปเป็นความโอหัง ผลร้ายจะตามมาทันที ในช่วงนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่าโอหังและไม่ยอมฟังคนอื่นเพิ่มขึ้นทุกวัน หากความเชื่อมั่นในตัวเองของท่านข้ามเส้นไปเป็นความโอหังจริงแล้ว เป็นไปได้ไหมว่าเมืองไทยจะตกต่ำเหมือน J C Penny

พูดถึงการเฉลิมฉลองของคนโง่ ประเด็นอาจจะเป็นว่าใครบ้างที่ "โง่" ? ผมคงเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เพราะกำลังแกว่งกระบาลหากระบอง หรือแกว่งเท้าหาเสี้ยน แต่ผมโง่ไม่เป็นไร ขออย่าให้คนไทยส่วนมากโง่ก็แล้วกัน โง่เพราะหลงเฉลิมฉลองอย่างดีอกดีใจกับผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยที่รัฐบาลหยิบยื่นให้จากนโยบายแนวประชานิยม โดยไม่รู้ว่ามันจะพาประเทศชาติไปสู่ความล่มจมในอนาคต

ก่อนอื่นขอติงเรื่อง นามสกุลก่อนเพราะท่านนั้นสะกดผิด ที่ถูกต้องคือ Penney เสียดายที่ไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทั้งหมด แต่เท่าที่ดูจากประวัติของเขาผู้นี้ เป็นสมาชิกกลุ่ม อนุรักษ์นิยม อั้งยี่ Freemason ก็คงพอจินตนาการไปได้ถึง สายสัมพันธ์ทางธุรกิจของเขา ตลอดจนแนวความคิดในการบริหารจัดการ ภายในองค์กร แต่ก็ขอเข้าใจและเห็นด้วยตามที่ ดร.ไสวได้กล่าวสรุปมา

ถ้าดร.ไสว เข้าใจถึงหลักแห่งธรรม ถึงวัฏจักรของการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ก็คงจะพอเข้าใจได้ ส่วนจะเสื่อมลงเพราะเหตุใดนั้น ก็แล้วแต่จะหาเหตุผลมาสนับสนุน โน้มน้าว ให้ผู้อ่านเห็นชอบด้วยกับธงที่ผู้เขียนได้ตั้งเอาไว้ ส่วนจะเป็นจริงอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่แน่ใจ และการที่ดร.ไสว หยิบเรื่องนี้มาโยงกับ นโยบายประชานิยม พาลเลยไปถึง ความล่มสลายของ ประเทศในแถบละตินอเมริกา ซึ่งน่าจะหมายถึง อาเจนติน่า ประเทศซึ่งถูกนำมาหาใช้หากินโจมตี นโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณมากที่สุด เจ้าของประเทศเขาจะรู้สึกอย่างไรไม่ทราบได้ ที่เอาประเทศเขามาปู้ยี่ปู้ยำ เพียงเพื่อที่จะดิสเครดิตบุคคลเป้าหมายในอีกประเทศหนึ่ง ในส่วนท้ายของบทดังกล่าว พยายามที่จะกล่าวหาว่า ประชาชนที่ให้การสนับสนุนรัฐบาลทักษิณ ว่าเป็นพวกคนโลภ เห็นแก่ได้ โง่เขลาเบาปัญญา ซึ่งเป็นข้อกล่าวหา ที่เป็นมาตรฐานไปเสียแล้ว ประชาชนเหล่านั้นคงจะชินชา ทำได้แต่เพียงมองตาปริบๆ หมดโอกาสที่จะตอบโต้ ด้วยคุณวุฒิ วัยวุฒิ ิ มันห่างไกลกันเสียเหลือเกิน

บทความในหนังสือเล่มนี้ เขียนขึ้นก่อนที่จะมีการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เกิดขึ้นก่อนที่จะมีรัฐบาลชั่วคราว เข้ามาบริหารประเทศ ด้วยนโยบาย เศรษฐกิจพอเพียง สวนทางกับ ทักษิโณมิคส์ อย่างกลับตาลปัตร แต่ในทางปฏิบัติจริง กลับยังคงนโยบายประชานิยมทั้งหมด ของรัฐบาลทักษิณเอาไว้ แสดงว่า ท้าทาย ไม่เห็นถึง ภัยอันตราย ของนโยบายประชานิยม ไม่เกรงกลัวว่า ประเทศชาติจะล่มสลาย ตรงกันข้าม รัฐบาลเศรษฐกิจพอเพียง กลับสร้างความเสียหาย ให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างหนัก ด้วยมาตรการวิกลจริตมากมาย ที่ออกมาเป็นระลอก จนปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่า เสียหายย่อยยับขนาดไหน และจะส่งผลเสียให้กับประเทศในระยะยาวนาน เพียงใด

Saturday, December 16, 2006

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่ข้าพเจ้ารู้จัก (1): ส.ศิวรักษ์


มีคนพูดมากับข้าพเจ้าเป็นส่วนตัวและเขียนไปลงหนังสือพิมพ์อื่น
ว่านิตยสารฉบับนี้ไม่ให้ความสนใจกับนักเขียนใหญ่ๆ บางท่านเช่น
ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก่อนที่จะตอบรับหรือปฏิเสธคำกล่าวหานั้น
ข้าพเจ้าใคร่จะขอทบทวนความจำกับสมาชิก ปริทัศน์ เสียก่อน
ฉบับปฐมฤกษ์เราได้เอ่ยชื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไว้ในภาคภาษาไทย
(หน้า 69 และหน้า 91) และได้นำเรื่องที่ท่านผู้นั้นแปลร่วมกับ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช
มาลงไว้ในภาคภาษาอังกฤษ (หน้า 85-88) แต่ข้อความที่นำมาลงทั้งสองภาษานี้ มีอนุสนธิต่อมายืดยาว
จนเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าผู้เป็นบรรณาธิการหมดศรัทธาที่จะไปรบกวนขอเรื่องหรือนำผลงานของท่านมาวิจารณ์ได้อีก ข้าพเจ้าจะขอสาธยายขยายให้ทราบต้นสายปลายเหตุย่อๆไว้ดังนี้ คือเรื่องภาษาอังกฤษที่เรานำมาลงพิมพ์นั้น เป็นเรื่องเนืองด้วยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งหม่อมราชวงศ์สองพี่น้องในสกุลปราโมช ที่เอ่ยนามมาแล้วนั้น เป็นผู้ร่วมกันแปลและเรียบเรียง เพื่อช่วยให้ชาวต่างประเทสรู้จักพระเธียรมหาราชเจ้ารัชกาลที่สี่ได้ถูกต้องถ่องแท้ ไม่ให้หลงผิดตามยายแอนนาหรือบทละครอเมริกัน บทหนังฮอลลีวู้ดไปข้าพเจ้าเห็นเป็นกรณียกิจอันน่าสรรเสริญ และควรสนับสนุน

ความจริงคำแปลนี้เห็นพิมพ์อันโรเนียวแจกไปตามห้องสมุมมานานแล้ว ึถึงกับฝรั่งบางคนคัดไปลงหนังสือของคนตอนละยาวๆ ข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าสำนักพิมพ์สมาคมสังคมศาสตร์ตีพิมพ์ขึ้นก็จะเป็นเกียรติเป็นศรี จึงมีจดหมายไปขออนุญาติต่อท่านผู้แปลทั้งสอง พอวันรุ่งขึ้นก็ได้รับจดหมายตอบจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่าท่านยินดีให้จัดพิมพ์ได้ แต่ควรได้รับอนุญาตจากน้องชายท่านด้วย ข้าพเจ้ารอคำตอบจากหม่อมราชวงศ์น้องเท่าไหร่ ก็ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร ต่อภายหลังท่านจึงพูดฝากมาว่า ข้าพเจ้าทำตนเป็นคนอังกฤษ เรื่องเพียงเท่านี้ก็ต้องเขียนจดหมายไป ไหนๆ ก็รู้จักกันมาก่อน เพียงยกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดตรงถึงท่านก็ได้ ท่านไม่รังเกียรติ ยินดีอนุญาต แต่ท่านไม่มีเลขานุการที่จะดีดพิมพ์จดหมายตอบกลับมา ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นก็ดีใจ เห็นว่าท่านเอ็นดู แต่ก็ไม่นึกเลยว่าการที่ตนเสงี่ยมเจียมตัวแบบไทยๆ ไม่ยอมโทรศัพท์ถึงผู้หลักผู้ใหญ่ กลับถูกหาว่าทำเป็นฝรั่ง หากข้าพเจ้าจู่ๆโทรศัพท์ถึงก็จะกลาย เป็นทะลึ่ง ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำตนเป็นฝรั่งไปอีก ความจริง ผู้ที่ทำการด้านสำนักพิมพ์ย่อมควรมีข้อตกลง กับผู้เขียนผู้แปลเป็นลายลักษณ์อักษร ยิ่งข้าพเจ้าเป็นคนที่ร่ำเรีนยมาทางกฏบัตรกฏหมาย ยิ่งน่าจะ เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่ก็เปล่า ข้าพเจ้าคงทำงานอย่างไทยๆ เชื่อหน้าเชื่อคำพูดกันอย่างง่ายๆ กระนั้นเอง ยิ่งท่านผู้ใหญ่อนญาตเรื่องลิขสิทธิ์เช่นนี้ด้วยแล้ว ก็เลยยิ่งดีใจ ได้คัดตัดตอนมาลง ปริทัศน์ ฉบับแรก แถลงไว้ท้ายเรื่องด้วยว่าจะตีพิมพ์เป็นเล่มต่อไป (เชิงอรรถหน้า 88)

แต่แล้ววันดี คืนดี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็มีจดหมายมาถึงข้าพเจ้า ว่าที่เดิมอนุญาตให้จัดพิมพ์เรื่องแปลของท่านนั้นบัดนี้ สำนักพิมพ์ที่สิงคโปร์เขาจะพิมพ์ขึ้นมาแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าระงับการพิมพ์ทางนี้ ทั้งๆที่ข้าพเจ้า ให้เริ่มเรียงพิมพ์ไว้บ้างแล้ว แต่ด้วยความเคารพต่อเจ้าของต้นฉบับ ข้าพเจ้าก็ให้ถอนตัวออกเสีย เพราะไหนๆ หนังสือนี้ก็จะได้ตีพิมพ์ในต่างประเทศ ซึ่งย่อมจะต้องดีกว่าผลิตขึ้นในประเทศอยู่เอง (แต่แล้วจนบัดนี้ เรื่องดังกล่าว ก็หาได้รับการตีพิมพ์ไม่) ส่วนเรื่องภาษาไทยที่ข้าพเจ้าเอ่ยถึงท่านสิ กลับกลายเป็นเรื่องเอะอะใหญ่โต อย่างคาดไม่ถึง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงดูว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เคย เป็นผู้วิจารณ์คนอื่นมามาก บางทีก็ด้วยอคติ บางทีก็ด้วยวิจารณญาน ข้าพเจ้าวิจารณ์ท่านเพียง บรรทัดเดียว ไม่น่าที่ท่านจะโกรธขึ้งถึงกับใช้คำบริภาษข้าพเจ้าแรงๆเลย และคำวิจารณ์ของข้าพเจ้าทั้ง บทความ(หน้า 58-70) ก็ได้ใช้ภาษาอย่างระมัดระวัง และยังพยายามให้เข้าหลักพุทธภาษิตที่ม.ร.ว.คึกฤทธิ์
อัญเชิญลงในหนังสือพิมพ์ สยามรัฐ ประจำทุกวันเสียด้วย ความจริง อนุสนธิจากเรื่องในหนังสือ สังคมศาสตร์ปริทัศน์ ฉบับแรก ดูจะเป็นปลายเหตุที่ทำให้ ข้าพเจ้าขาดความสัมพันธ์กับม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นต้นมา ถ้าจะใช้คำอุปมาที ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ชอบใช้ ก็เปรียบเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ใส่บนหลังอูฐ นั่นเอง ฉะนั้นจึงสมควรจะเล่า

ประเดิมเริ่มแรกแต่ที่ข้าพเจ้ารู้จัก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ไว้เสียด้วยแท้ที่จริง ข้าพเจ้าก็เหมือนคนไทยคนอื่นๆ เป็นอันมากที่เกิดมาในประเทศสยามนี้ เมื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว สมัยเมื่อเปลี่ยนแปลง การปกครองใหม่ๆ บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรจำไม่ได้ มาจำความได้เอาก็เมื่อบ้านเมืองมีทีท่าไปในทาง เผด็จการยิ่งขึ้นทุกที มีการจับกุมผู้คนกันไม่หยุด แม้ข้าพเจ้าจะเกิดอยู่ในครอบครัวคนสามัญ อันไม่เกี่ยวข้องกับเจ้านายสมัยก่อนหรือผู้มีอำนาจในสมัยหลัง แต่พวกเราที่บ้านก็พูดกันมาก ว่าบ้านเมืองเลวร้ายลงไปทุกที ยิ่งข้าพเจ้าโตขึ้น ยิ่งเห็นวิปริต ด้วยทันเห็นระบบซ้อม ระบบยิงทิ้ง ระบบศาลทหาร จนมาถึงระบบเชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย มาลานำไทย บังคับให้เลิกนุ่งผ้าถุง ให้เลิกกินหมาก กับแนะให้จูบเมียก่อนไปทำงาน ฯลฯ แต่แล้วก็มาถึงสมัยพรรคประชาธิปัตย์มาปลดแอก พรรคนี้จะ ดีเลวอย่างไร ข้าพเจ้าจะไม่พูดถึง แต่ต้องขอยอมรับว่า เมื่อจัดตั้งรัฐบาลและส่งสมาชิกออกสมัคร รับเลือกตั้ง สมัยแรกๆ มีคนดีมีชื่อเสียงเกียรติคุณแทบทั้งนั้น ในจำนวนนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช รวมอยู่ด้วยคนหนึ่ง

แม้ข้าพเจ้าจะไม่เคยมีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน (เพราะตอนที่มีอายุถึง เขาก็เลิก
วิธีการปกครองแบบลงคะแนนเสียแล้ว) แต่ก็สนใจเรื่องเลือกตั้งมาแต่สมัย ณ เณร ตาละลักษณ์
สมัครมาแล้ว ยิ่งมาสมัยหลังนี้ ยิ่งตื่นเต้นและเอาใจใส่มาก ติดตามข่าว ส.ส. ของเราในสภา ยังกับว่า แต่ละคนเป็นญาติมิตร โดยเฉพาะ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้มีบทบาทยิ่งกว่าคนอื่นยิ่งเอาใจใส่เป็นพิเศษ
ที่ท่านลาออกจากสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับ ร.ท.สัมพันธ์ ขันธชวนะ นั้น พวกเราเห็นว่าท่านมีอุดมการณ์
กล้าแข็งมาก(แต่ภายหลังท่านรับเป็นสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยอัตราเงินเดือนมากกว่าเก่าเป็นจตุรคูณนั้น
แม้ท่านจะอธิบายอย่างไร ข้าพเจ้าก็ไม่เข้าใจจนบัดนี้) ถึงท่านจะย้ายค่ายไปเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐบาล
ที่หัวหน้าเคยเป็นเผด็จการมาก่อน ข้าพเจ้าก็ยังเชื่อความบริสุทธิ์ใจของท่าน
ยิ่งท่านเขียนอธิบายภายหลัง(เพราะเหตุใดข้าพเจ้าจึงอาสาเป็นรัฐมนตรี) ยิ่งเห็นใจท่านมากขึ้น
ครั้นเมื่อท่านมาออกหนังสือพิมพ์ด้วยแล้ว ข้าพเจ้าก็เลยติดท่าน
ทั้งฝีปากความคิด และเรื่องยาวที่ลงติดต่อกันเป็นประจำไม่ว่าท่านจะเป็น ฮวนนั้ง โจโฉนายกตลอดกาล
หลายชีวิต หรือสี่แผ่นดิน เวลานั้นการปาฐกถา โต้วาที ยังไม่มีบ่อยอย่างสมัยนี้ วิทยุก็ยังไม่เกลื่อน
โทรภาพก็ยังไม่มี สัมมนายังไม่จัดกัน ฉะนั้นไม่ว่าท่านจะไปพูดที่ไหน ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ วชิราวุธ
วัดบวนนิเวศ ฯลฯ ข้าพเจ้าเป็นต้องติดตามไปฟัง ข้าพเจ้านิยมชมชอบว่า ท่านเลือกเอาคนหนุ่มๆ มาร่วม
ทำงานด้วย ข้าพเจ้าเห็นว่าอนาคตกิจการหนังสือพิมพ์ของท่านจะเจริญรุ่งโรจน์ ไปช้าๆ ไปอย่างผู้ดี
ข้าพเจ้าเชื่อว่าท่านจะเป็นคนเดียวที่อยู่นอกสังเวียนราชการ ที่นำประชาชนได้ทั้งชาติและท่านจะ
สามารถติดต่อกับนานาประเทศได้อย่างเสมอบ่า เสมอไหล่ เวลานั้นข้าพเจ้าฝันหวาน ว่าข้าพเจ้า
มีโครงการอะไรใหม่ ข้าพเจ้าควรต้องไปปรึกษา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก่อน ถ้าท่านเห็นดีด้วย งานนั้นเป็น
ต้องสำเร็จแน่ๆ ความฝันอย่างนี้ เด็กรุ่นหลังข้าพเจ้ายังฝันอยู่ก็คงยังมีอีกมาก และฝรั่งมังค่า
ก็เคยนึกกันมาคล้ายๆข้าพเจ้าเหมือนกัน บางคนถึงกับว่า น่าที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ จะนำเอเซียอาคเนย์
ได้ทั้งแถบ ในด้านความคิดอ่าน ที่พวกเราผิดหวังนั้น จะโทษ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ฝ่ายเดียว
หาได้ไม่ เพราะเราไปหวังเอากับท่านมากเกินไปต่างหาก

แม้เมื่อข้าพเจ้าออกไปเรียนหนังสือที่อังกฤษแล้วข้าพเจ้าก็ยังติดตามงานของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมชอยู่
ถึงจะมีข่าวอกุศลเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวท่าน ข้าพเจ้าก็แก้แทนและกลับขอร้องให้คนอื่นเข้าใจท่าน
ว่าท่านไม่ใช่จะเป็นคนที่คบได้ง่ายๆ เพราะชีวิตส่วนตัวไม่ราบรื่น ข้าพเจ้าถือตัวว่าเป็น "แฟน" เต็มที่
อวดอ้างว่ารู้และเข้าใจงานตลอดหมด จนมองเห็นปรัชญาชีวิตของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ในผลงาน
และเห็นต่อไปด้วยว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ แฝงตนเองอยู่ในตัวละครตัวไหนบ้าง และเมื่ออินทรีย์แก่กล้าขึ้น
จับผิดข้อความของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้บ้าง ให้รู้สึกอิ่มเอมเปรมใจเสียจริงๆ เพื่อนที่อังกฤษ
บางคนเห็นว่า ข้าพเจ้าออกจะนิยมยกย่อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ มากเกินไป เตือนให้รู้ว่าเรื่อง
หลายชีวิต มีเค้ามาจากไหน ยิ่ง ไผ่แดง ที่ออกมาภายหลัง ยิ่งชัดหนักขึ้น ข้าพเจ้าก็แก้ว่า ที่มาดั้งเดิม
ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่ตัวละครและชีวิตจิตใจเป็นไทยแค่ไหนต่างหาก มาตอนนี้ข้าพเจ้ายอมรับว่า
ไม่ชอบ ไผ่แดง แต่ยังยกย่อง หลายชีวิต อยู่ แม้กระนั้นก็ออกตะขิดตะขวงใจ ที่ท่านไม่ยอมบอก
ให้คนไทยรู้ว่าได้ความคิดริเริ่มมาจากไหน นี่จะอมภูมิหรือปิดบังวิชากัน หรืออย่างไรนี่ จะอย่างไร
ก็ตาม คนที่เสกแม่พลอยขึ้นมาได้ ควรได้รับอภัยด้วยประการทั้งปวง อย่างน้อยข้าพเจ้าก็เคยใช้
มนต์บทนี้ ข่มเวลาโกรธ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ขึ้นมา

จนข้าพเจ้าเรียนจบมหาวิทยาลับ เข้าทำงานบีบีซีแล้วความนิยมชมชอบในตัว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
ก็ยังไม่เสื่อมถอย ทั้งๆที่ยังไม่เคยพบปะเสวนาด้วยเลย เพื่อนผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ทำงานอยู่ด้วยกัน
เตือนว่า ถ้าได้รู้จักกันขั้นพูดคุยด้วยเมื่อไหร่ เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเสื่อมความนิยม ท่านว่าคุณคึกฤทธิ์
ดีที่เขียนให้อ่าน พูดให้มหาชนฟัง ถ้าพูดกันสองต่อสองแล้ว ท่านดูถูกคู่สนทนาชนิดทนได้ยาก
ข้าพเจ้าก็ได้แต่ฟังหูไว้หู นึกเสียว่าเขาคนรุ่นเดียวกัน คงอิจฉากันอย่างเรา ท่านจะข่มบ้าง ดูถูกบ้าง
ก็ช่างปะไร และแล้วโอกาสที่จะได้พบ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็มาถึง เวลานั้น บีบีซี เลิกกิจการไปแล้ว
และข้าพเจ้าก็ไปหากินทางสอนหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยลอนดอนแล้ว แต่พระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ
ประเทศอังกฤษเป็นทางราชการ เขาก็เลยเปิดรายการพิเศษ ระหว่างเสด็จพระราชดำเนิน
เขามาชวนข้าพเจ้ากลับไปทำงานชั่วคราว และเขาเชิญ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช มาร่วมพูดวิทยุกับเรา
ประการแรก ข้าพเจ้าจะต้องไปรับท่านที่ท่าเรือบินในนามของบีบีซี แต่ท่านเป็นคนใหญ่คนโต
เดินทางล่วงหน้ามาก่อนขบวนเสด็จ เอกอัครราชทูตออกไปรับเปิดห้องวีไอพีให้ ข้าพเจ้าก็เลยไม่ต้อง
พูดจาอะไรด้วยมาก ต่อไปถึงที่ทำงานแล้วจึงค่อยเจรจาหารือกัน ตอนนั้นหนังสือพิมพ์
ไทมส์ เพิ่งลงบทความเกี่ยวกับ "คนสำคัญในเอเซีย ที่พึงเอาใจใส่" มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
รวมอยู่ในนั้นด้วยคน 1 ฝรั่งที่บีบีซีเอาข้อความเกี่ยวกับตัวท่านยื่นให้ดู กลับถูกหัวเราะเยาะไส่ว่ารู้แล้ว
ฉันมันคนสำคัญหนึ่งในยี่สิบแปด ครั้นข้าพเจ้าคุยด้วยและว่าอาจารย์ฝรั่งที่มหาวิทยาลัยอยากเชิญ
ไปกินข้าวกลางวัน ก็รับเชิญและพูดดีตอนกินอาหารกันวันนั้นก็แปลก เราไปกินที่ร้านฝรั่งเศสใน
โซโห มีพวกกระทรวงต่างประเทศ 2 คน คนหนังสือพิมพ์ เดลี่เทเลกราฟ คน 1 เจ้าหน้าที่สมาคม
วิเทศกรณี(แชตแทมเฮาส์) คน 1 เจ้าภาพ แขกผู้มีเกียรติ แล้วก็ข้าพเจ้า ปรากฏว่าแขกผู้มีเกียรติ
คุยคนเดียว ด้วยเสียงที่โต๊ะอื่นๆ ในร้านก็ได้ยินถนัด เรื่องที่คุยนั้น ข้าพเจ้ายังจำได้ถนัดจนทุกวันนี้
ไม่มีใครค้าน ไม่มีใครเถียง มีแต่เสริมเติมต่อ ดูแขกผู้มีเกียรติจะพอใจมาก ข้าพเจ้านั้นเห็นว่าท่านแสดง
การละเล่นอะไรสักอย่างมากกว่าคุยธรรมดา ครั้นออกจากร้านอาหารแล้ว ต้องนั่งรถไปพูดวิทยุ
กันสองต่อสอง ข้าพเจ้าจึงตั้งปัญหาขึ้นในข้อที่ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วยกับท่าน ในเรื่องเครื่องแต่งกาย
ของไทย ท่านว่าไทยดีกว่าใครหมดในเอเซีย อยากแต่งฝรั่งก็แต่ง แต่งไทยก็แต่ง ผิดกับพม่า
ลาว เขมร ซึ่งชาตินิยมจัด จนไม่ยอมแต่งเป็นเพศภาษาอื่น ข้าพเจ้าเห็นว่าเราเหลวกว่าเขาหมด
ที่ท่านว่าใครแต่งไทยได้นั้น ไม่จริง อย่างท่านก็ได้สิ แต่คนส่วนมาก ถึงอยากนุ่งผ้าม่วงอีก
ก็ไม่กล้า เพราะถูกบังคับให้เลิกมาจนคนหมดคนนุ่งแล้ว เว้นแต่เจ้านายบางองค์ ก็ได้แต่แต่ง
ฝรั่งตามๆ กันไปเท่านั้นเอง ซึ่งข้าพเจ้าเห็นว่าทุเรศมาก ท่านตอบข้าพเจ้าด้วยดี ไม่มีอาการ
แสดงเหลืออยู่เลย คุยด้วยอย่างสุภาพ ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ถ้า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เลิกเล่นละคอนเสียได้
จะเป็นผู้ใหญที่เมตตากรุณาต่อเด็กมาก แต่พอมีคนดูเท่านั้น ท่านก็ต้องเล่นไปตามเพลงอีก
ก็จริงอย่างว่า พอถึงบีบีซีเท่านั้นเอง มีคนอยู่ไม่ถึง 10 คน ท่านก็เอาบาตรใหญ่เข้าข่มข้าพเจ้า
เสียแล้ว ทั้งๆที่พูดด้วยดีมาโดยตลอด เรื่องมีอยู่ว่า เพื่อนคนไทยอีกคนเขียนราชาศัพท์ยังไม่ค่อย
คล่อง เขานึกเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า The King's acitvities ก็ไม่รู้จะใช้คำอะไรดี ข้าพเจ้าก็พูด
โพล่งออกไปว่าน่าจะใช้ "พระราชกรณียกิจ" ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กลับสวนออกมาทันควันว่า
"การเสด็จพระราชดำเนิน" ดีกว่า แน่ละ เขาต้องเอาคำของผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียง ยิ่งกว่าคำของ
เพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ข้าพเจ้ายังเชื่ออยู่จนบัดนี้ว่า คำของข้าพเจ้าถูกกว่า เพราะพระราชกรณียกิจ
รวมทั้งขณะประทับ สรง เสวย แม้จนบรรทมด้วยก็ได้ ตราบใดที่ยังเสด็จอยู่อังกฤษ
ก็เท่ากับทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจนั้นเอง "เสด็จพระราชดำเนิน" จะรวมกริยาข้างต้นนั้น
ไม่ได้เลยเป็นอันขาด ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าเคยพบผู้ใหญ่บางคนมาแล้ว ที่ดีๆนั้น ข้าพเจ้าไม่เคย
เห็นท่านหักล้างเด็ก ถ้าเห็นว่าเด็กผิด ก็บอกให้เบาๆ ให้เหตุผลว่าทำไมของท่านดีกว่า
นี่ข้าพเจ้าเห็นว่าไม่ไว้หน้ากันเลย ทั้งๆที่ของตัวก็ด้วยกว่าเสียซ้ำ ครั้งถึงเวลาพูดกระจายเสียง
เราแต่ละคนพูดกันเป็นงานเป็นการ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขึ้นต้นว่า ป่านนี้กรุงเทพฯ ก็สองทุ่ม
เศษแล้ว ท่านผู้ฟังคงนั่งตบยุงกันให้วุ่น ที่นี่ไม่มียุงครับ ฯลฯ พวกเราฟังแล้วก็เห็นแปลกมาก
ถ้านี่เป็นโจ๊กแบบไทย เราก็ไปอังกฤษกันคนละนานเกินกว่าที่จะเข้าใจได้ และเราเห็นกันว่า
ผิดกาละเทศะ และรสนิยมต่ำมาก สำหรับรายการคลื่นสั้นออกกระจายเสียงพิเศษเนื่องในการ
เสด็จพระราชดำเนินที่สำคัญยิ่ง แต่เมื่อจบรายการแล้ว ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ กลับยิ้มย่องผ่องใส
พอใจคำพูดตนเองมาก

เวลานั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าถ้าจัดให้ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ได้พบกับพวกนักเรียนไทยชั้นหัวกะทิที่อังกฤษ
สัก 10 คน ก็จะเป็นประโยชน์ด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่ที่ท่านให้เลิกการพบปะสังสรรค์นั้น
ก็พอเข้าใจได้ เพราะกว่าจะสิ้นหมายกำหนดการเสด็จพระราชดำเนิน ก็เพลียไปตามๆกัน
และแล้วต่อมา สนทนากรรมการของสามัคคีสมาคมก็จัดการเชิญท่านมาอภิปราย
กับนักเรียนได้สำเร็จ ท่านเริ่มด้วยคำกล่าวนำอยู่หน่อยเดียว แล้วก็เชิญชวนให้ตั้งปัญหา
เมื่อไม่มีใครเอ่ยปาก ท่านก็ขู่เอา เล่นเอาข้าพเจ้าต้องตั้งกระทู้ประดังเข้าไป กลับได้แต้ม
ท่านว่า "ก็คุณมามัวหมกตัวอยู่เสียที่นี่ ไม่ช่วยเขียนหนังสือส่งไปให้ผม" เป็นเหตุให้สมาชิก
คนหนึ่งถามขึ้นว่า ถ้าส่งเรื่องไป จะลงพิมพ์ให้กระนั้นหรือ เพราะได้กิตติศัพท์มาว่าหนังสือ
ที่ท่านเป็นผู้อำนวยการอยู่นั้น มักเอาเรื่องคนนอกลงตะกร้าเสียนักต่อนักแล้ว ท่านตอบว่า
"ผมไม่ได้หมายความว่า ผมจะลงเรื่องให้ทุกคนที่ส่งไปให้ผม เมื่อกี้ผมพูดจำเพาะเจาะจง
ที่คุณสุลักษณ์ เพราะเห็นว่าเขียนหนังสือเป็น ไม่ใช่ว่าในที่นี้จะเขียนหนังสือเป็นกันทุกคน
เมื่อไหร่" ข้าพเจ้าถือว่าท่านให้พร เพราะแม้ข้าพเจ้าจะทน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ไม่ได้
ในหลายกรณีก็ตาม แต่ข้าพเจ้าถือว่า ในด้านวรรณกรรมแล้ว ยึดเอาท่านเป็นหลักได้

Friday, December 15, 2006

นโยบายการคลังรัฐบาลกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะ : ดร.สมชัย สัจจพงษ์

นโยบายการคลังรัฐบาลกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะ

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ จากหนังสือ ทะลุมิติเศรษฐกิจการคลังไทย

ตั้งแต่ประเทศไทยประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 จนถึงปัจจุบัน นโยบายการคลังของรัฐบาลได้ทำหน้าที่และรับภาระหนักมากเหลือเกิน
ในการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุล
กระตุ้นเศรษฐกิจมาโดยตลอด 7 ปีงบประมาณที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีงบประมาณ 2545

รัฐบาลนี้ได้ใช้การขาดดุลการคลังที่มีขนาดมากที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย
เพื่อแลกหมัดกับการกระตุ้นว่าวเศรษฐกิจไทยให้ติดลมบน
หากท่านผู้อ่าน จำได้ งบประมาณปี 2545 ได้ตั้งไว้ให้ขาดดุลสูงถึง
200,000 ล้านบาท เมื่อสิ้นปีงบประมาณ (กันยายน 2545)

ผลที่เป็นที่ประจักษ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า การแลกหมัดดังกล่าวประสบ
ผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ โดยเครื่องยนต์เอกชนที่เคยขับ
เคลื่อนเศรษฐกิจได้กลับมาทำงานในระดับที่สามารถทำให้เศรษฐกิจไทย
โดยรวมขยายตัวสูงกว่าที่คาดไว้มาก เศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวเพิ่มขึ้น
จากร้อยละ 3.9 ในไตรมาสที่ 1 ของปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 5.1
ในไตรมาสที่ 2 และเพิ่มขึ้นอีกเป็นร้อยละ 5.8 ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2545 นี้

การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเช่นนี้เป็นการฟื้นตัวที่มีพลังขับเคลื่อนจาก
ภาคเอกชนทั้งในส่วนของการบริโภค การลงทุน และการส่งออก
แสดงว่าภาคเอกชนเริ่มฟื้นตัวขึ้นมากแล้วเมื่อเทียบกับช่วงวิกฤต
ระหว่างปี 2540-2544 นอกจากนี้ จากทิศทางของการดำเนินนโยบาย
เศรษฐกิจและการเงิน การคลังในช่วงต่อไปก็ทำให้คาดเดาได้ว่า
ภาคเอกชนน่าจะมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
และจะกลับมาทำหน้าที่หลักในการเป็นผู้นำในการชี้นำและพัฒนา
เศรษฐกิจต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้นโยบาย การคลังของรัฐบาลต้อง
ลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลง ในขณะที่ภาคเอกชนเริ่มฟื้น
ตัวขึ้นเป็นลำดับ การที่รัฐบาลจะลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงนั้น

รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องดำเนินการผ่านนโยบายการคลัง
ที่มีการขาดดุลลดลงเรื่อย ๆ จนสามารถทำงบประมาณสมดุลได้
อย่างช้าไม่เกินปีงบประมาณ 2550-2551 ซึ่งในปีงบประมาณ
ที่รัฐบาลจะจัดทำงบประมาณสมดุลนั้น ก็จะเป็นปีที่ภาคเอกชนไทย
ฟื้นตัวและแข็งแกร่งเต็มที่แล้วเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ก็มีคำถามอีกว่า

เมื่อรัฐบาลลดบทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจลงผ่านการลดการ
ขาดดุลการคลังลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่สมดุลในที่สุด
และปล่อยให้ภาคเอกชนเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแต่เพียงลำพังนั้น
รัฐบาลมีความมั่นใจขนาดไหนว่าภาคเอกชนจะไม่สะดุดขาตัวเอง
หรือประสบกับอุบัติเหตุทางเศรษฐกิจที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ดังเช่นในอดีต
ดังนั้น จึงกลับมาที่คำถามยอดฮิตอีกว่า
นโยบายการคลังของรัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการในลักษณะ
ขาดดุลต่อไปเรื่อย ๆ อีกหรือไม่ คำตอบฟันธงของผมก็คือ ไม่

นโยบายการคลังของรัฐบาลต้องลดบทบาทลงและต้องหยุด
ทำงบประมาณขาดดุลให้ได้ตามที่ได้กำหนดไว้ภายในปี 2550-2551
แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อป้องกันการสะดุดขาตัวเองของภาคเอกชนในอนาคต
นโยบายการคลังยังคงมีความจำเป็นอยู่เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ
และร่วมด้วยช่วยกันกับภาคเอกชนในการกระตุ้นและพัฒนาเศรษฐกิจ

นโยบายการคลังที่ผมว่านี้จะไม่ใช่นโยบายการคลังของรัฐบาล
แต่เพียงลำพังอีกแล้ว แต่จะเป็นนโยบายการคลังภาคสาธารณะ
เรามักจะลืมไปว่ารัฐบาลไม่ใช่สถาบันเดียวที่ทำธุรกรรม กิจกรรม
หรือนโยบายการคลังในการกระตุ้นและประคับประคองเศรษฐกิจไทย
ยังมีอีก 2 สถาบันที่ถือว่ามีหน้าที่และบทบาททางการคลัง
เช่นเดียวกับรัฐบาลในการพัฒนาและกระตุ้นเศรษฐกิจ และทั้ง 2
สถาบันที่จะกล่าวต่อไปนี้ได้มีการดำเนินนโยบายการคลังหรือธุรกรรม
ด้านการคลังมาโดยตลอด แต่ที่ผ่านมามีบทบาทช่วยสนับสนุนรัฐบาล
ในการฟื้นฟูภาคเอกชนน้อยมาก หรือสามารถเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่านี้ได้

สถาบันทั้ง 2 แห่งดังกล่าวได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และรัฐวิสาหกิจ ผมขอ ชี้แจงว่า รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
(กรุงเทพมหานคร องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล เมืองพัทยา
และองค์การบริหารส่วนตำบล) และรัฐวิสาหกิจ รวมกันเป็นภาคสาธารณะ
(public sector) และมีการดำเนินนโยบายการคลังภาคสาธารณะ

ในอดีตรวมทั้งปัจจุบันคนส่วนใหญ่สนใจแต่นโยบายการคลังของรัฐบาล
โดยไม่ใส่ใจหรือไม่นึกถึงความคงอยู่ของนโยบายการคลังภาคสาธารณะ
ต่อไปนี้เราต้องให้ความสำคัญกับนโยบายการคลังภาคสาธารณะที่เป็น
องค์รวมมากขึ้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นสถาบันที่อยู่ใกล้ชิดกับ
ประชาชนมากที่สุด รู้ความต้องการของคนในท้องถิ่นมากที่สุด
มีการจัดเก็บรายได้และการทำงบประมาณรายจ่าย ซึ่งเป็นการดำเนิน
นโยบายการคลังของตนเอง แต่ที่ผ่านมาหากมองในด้านมหภาคพบว่า

บทบาทในการกระตุ้นเศรษฐกิจขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผ่าน
การดำเนินนโยบายการคลังแบบขาดดุลนั้น ถือว่าขาดประสิทธิภาพ
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยรวมมีการเกินดุลงบประมาณมาโดยตลอด
แม้กระทั่งในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ (2540-2544) ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
น่า จะมีส่วนช่วยสนับสนุนรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านนโยบาย
การคลังภาคสาธารณะ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นอย่างไรก็ตาม

ท่านผู้อ่านอย่าเข้าใจผมผิดว่าผมสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่นสร้างหนี้โดยทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล สิ่งที่ผมต้อง
การสื่อก็คือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถที่จะมีบทบาทด้านการคลัง
ในการพัฒนาท้องถิ่นและเศรษฐกิจของประเทศได้มากกว่าที่เป็นอยู่
หากมีการปฏิรูประบบการคลังท้องถิ่นอย่างขนานใหญ่
ซึ่งจะทำให้ระบบการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเป็นอิสระสูง
ไม่ต้องพึ่งพิงเงินงบประมาณจากรัฐบาลเหมือนเช่นในปัจจุบันนี้

เมื่อกล่าวถึงรัฐวิสาหกิจกับบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ผมต้องขอชี้แจงว่า งบลงทุนของรัฐวิสาหกิจปีหนึ่ง ๆ ไม่ใช่น้อย
หากมีการจัดการ และใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและได้ตามแผน
ผมมั่นใจว่าจะสามารถสร้างงาน สร้างเงิน สร้างผลผลิตในประเทศได้เป็นอันมาก
ซึ่งหากทำได้ก็จะไม่มีโครงการเจ็ดชั่วอายุคนเกิดขึ้นมาให้เราเห็นอีกในอนาคต
นอกจากนี้ เพื่อให้รัฐวิสาหกิจไทยมีบทบาทที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ การแปรรูป รัฐวิสาหกิจ หรือการให้ภาคเอกชนมามีบทบาทในการบริหารจัดการมากขึ้น
จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น แต่ต้องเข้าใจตรงกันว่าการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใน
ที่นี้มิใช่มีแต่เพียงการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น

การแปรรูปหรือเพิ่มประสิทธิภาพรัฐวิสาหกิจสามารถทำได้หลาย
วิธีนอกเหนือจากการกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ได้แก่
การทำสัญญาจ้างเอกชนให้บริหารงาน การทำสัญญาให้เอกชนเช่า
ดำเนินการ การให้สัปทานภาคเอกชน การร่วมลงทุนกับภาคเอกชน
การให้เอกชนลงทุนดำเนินการแต่รัฐรับซื้อผลผลิต และการจำหน่าย
จ่ายโอนหรือยุบเลิกกิจการ การที่รัฐบาลจะเลือกวิธีใดในการแปรรูป
ก็ขึ้นอยู่กับประโยชน์สูงสุดที่ประเทศจะได้รับในแต่ละวิธี
และสถานการณ์เศรษฐกิจในแต่ละขณะด้วย
แต่ผมขอยืนยันว่าการแปรรูปไม่ใช่มีวิธีเดียวประเด็นของผมตรงนี้อยู่ที่ว่า

เมื่อรัฐบาลจะลดบทบาททางการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
และลงจากหลังเสือในที่สุด เราจะต้องให้นโยบายการคลังภาค
สาธารณะมิใช่นโยบายการคลังของ รัฐบาลเท่านั้นมีบทบาท
สนับสนุนการฟื้นตัวของเอกชนต่อไป เพื่อป้องกันการสะดุด
ขาตัวเองของภาคเอกชน การที่จะให้นโยบายการคลังภาคสาธารณะ
มีบทบาทต่อไปในอนาคต และให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
และรัฐวิสาหกิจรับไม้ผลัดต่อจากนโยบายการคลังของรัฐบาล
ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคเอกชน

รัฐบาลในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าจะต้องมีภารกิจหนักในการเพิ่มประสิทธิภาพ
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจให้เต็มที่เพื่อให้ทัน
กับการหยุดบทบาทในการเป็นผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล
ผ่านนโยบายการคลังของรัฐบาล และใช้นโยบายการคลังภาคสาธารณะ
เข้ามามีบทบาทอย่างมีเอกภาพในการประคับประคอง
ภาคเอกชนให้ฟื้นตัวต่อไปอย่างยั่งยืน

Sunday, December 10, 2006

การเก็งกำไรค่าเงินบาท : ดร.วีรพงษ์ รามางกูร


ประชาชาติธุรกิจ 8-10 กันยายน 2546





ข่าวทางเศรษฐกิจที่ผ่านมานี้คงไม่มีข่าวใดที่มีความสำคัญเท่ากับ ข่าวที่ท่านผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล) ออกมาบอกประชาชนว่า มีต่างชาติและคนไทยทุ่มเงินดอลลาร์เพื่อเก็งกำไร

วิธีทำก็คือ สั่งซื้อเงินบาทด้วยเงินดอลลาร์ โดยอาจจะซื้อในตลาดล่วงหน้า(Swap market) หรือตลาดทันที (Spot market) ก็แล้วแต่ เมื่อมีการเอาเงินดอลลาร์มาสั่งซื้อเงินบาทมากๆ ค่าเงินบาทก็แข็งขึ้นอย่างรวดเร็ว

เวลาที่เงินบาทมีค่าแข็งขึ้น เมื่อเทียบกับดอลลาร์ เช่น จาก 42 บาทต่อดอลลาร์ มาเป็น 40 บาท เขาก็ขายบาทเพื่อซื้อดอลลาร์กลับคืน ผู้เก็งกำไรได้กำไรไปดอลลาร์ละ 2 บาทสบายๆไป

ผู้เก็งกำไรทำได้ทั้งสองอย่าง คือ เอาเงินดอลลาร์เข้ามาซื้อในตลาดทันที (Spot market) หรือตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Swap market) แต่ถ้าจะไม่ต้องใช้เงินเลยก็ใช้วิธีสั่งขายล่วงหน้า พอสั่งซื้อมากๆ อัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าก็เปลี่ยนไป คือค่าเงินบาทก็แข็งขึ้น เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าสูงขึ้น เพื่อไม่ให้ตนเองต้องรับความเสี่ยงก็ซื้อเงินบาทปัจจุบันใช้จ่าย อัตราแลกเปลี่ยนในตลาดปัจจุบันก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย

เมื่อเงินบาทแข็งขึ้นถึงระดับที่เขาพอใจ และคิดว่าค่าเงินบาทคงจะยืนอยู่ไม่ได้ตรงนั้น ก็เทขายเงินบาท

เมื่อตอนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยให้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นไปตามกลไกตลาดเมื่อ 4-5 ปีก่อน การเก็งกำไรเกิดขึ้นทุกปี และยิ่งอัตราดอกเบี้ยของเขาต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่างประเทศด้วยแล้วก็ยิ่งไม่มีทางขาดทุน โดยทุ่มเงินดอลลาร์เข้ามาขายในตลาดทันทีเพื่อแสดงท่าทีว่าจะเอาเงินบาทมาซื้อหุ้น หรือมาซื้อหุ้นจริงๆ แต่จำนวนไม่มาก พอราคาหุ้นขึ้นค่าเงินบาทก็แข็งขึ้น ในช่วงนั้นค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นจากประมาณ 44-45 บาทต่อดอลลาร์ มาถึง 36-37 บาทต่อหนึ่งดอลลาร์

ทางการยุคนั้น(รัฐบาลชวน หลีกภัย) ก็ดีใจแถลงว่า "เป็นไปตามกลไกตลาด" หรือ "ค่าเงินบาทแข็งเพราะเศรษฐกิจเราแข็งแกร่ง" หรือ "ค่าเงินที่แข็งขึ้นไม่กระทบการส่งออก" หรือ "ไม่เป็นไร เพราะเราจะได้นำเข้าเครื่องจักรและวัตถุดิบถูกลง" ถ้อยคำต่างๆเหล่านี้ไม่ถูกต้องเลยทั้งนั้น เพราะแท้จริงแล้วมีการเก็งกำไรค่าเงิน โดยการโยกเงินเข้าหรือทุ่มซื้อล่วงหน้า

พอเงินแข็งมาอยู่ที่ดอลลาร์ละ 36-37 บาท ก็เทขายเงินบาทนำไปซื้อเงินดอลลาร์ เงินบาทก็อ่อนลงจาก 36-37 บาท กลับมาอยู่ที่เดิมที่ 44-45 บาทอีก ในสมัยนั้นเป็นอย่างนั้นเกือบทุกปี เศรษฐกิจก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรอย่างที่ทราบกันดีแล้ว

การเก็งกำไรค่าเงินเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากจะทำให้ธุรกิจมีความยากลำบากในการดำเนินการแล้ว ผู้เก็งกำไรจะดูดเอากำไรกลับไปโดยที่ตนเองไม่ได้มีส่วนทำให้เกิดความเจริญงอกงามอะไรเลย

ผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ส่งออก ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารแห่งประเทศไทยทำงานกันเกือบแย่ แต่ในที่สุดก็โดนนักเก็งกำไรรีดเอากำไรกลับไปประเทศของตนหมด

สมัยก่อนทีตลาดล่วงหน้ายังไม่แพร่หลาย ตลาดเงินบาทนอกประเทศไม่มีการเก็งกำไรก็อาจจะทำได้โดยการนำเงินเข้ามาซื้อหุ้น เมื่อได้กำไรจากตลาดหุ้นแล้วก็ขายเอากำไรออกไป

ส่วนค่าเงินบาทเก็งไม่ได้ เพราะเราใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ตรึงไว้กับตะกร้าเงิน พร้อมกันนั้นนักเก็งกำไรต่างชาติเราก็ไม่อนุญาตให้ถือเงินบาทในจำนวนมาก การนำเงินเข้าออกต้องได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย การเก็งกำไรจากค่าเงินก็เลยไม่มี

ต่อมาเราเปิดตลาดการเงินมากขึ้น อนุญาตให้ต่างชาติถือบัญชีเงินบาทในตลาดต่างประเทศมากขึ้น จนเกิดตลาดเงินบาทขึ้นในต่างประเทศ ศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดที่สิงคโปร์ แล้วก็ฮ่องกง ลอนดอน นิวยอร์ค เมื่อมีเงินบาทอยู่ในต่างประเทศมากขึ้น ก็เลยมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินบาทกับเงินดอลลาร์ในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

เมื่อมีเงินบาทในตลาดต่างประเทศมากขึ้น ก็มีการปั่นตลาดเงินบาทให้อัตราแลกเปลี่ยนขึ้นลงได้ง่ายๆ เพราะนักปั่นเงินมีทุนมากมายมหาศาลที่เป็นดอลลาร์เมื่อเทียบกับปริมาณเงินบาทในตลาด พอมีการปั่นค่าเงินบาทในตลาดต่างประเทศขึ้น ค่าเงินบาทในประเทศก็ต้องขึ้นตาม เพราะเราอนุญาตให้เงินไหลเข้าออกได้ แม้จะมีการควบคุมแต่ก็อนุญาตให้ต่างชาตินำเงินเข้าออกมาซื้อหุ้นและซื้อหลังทรัพย์ หรือมาลงทุนได้ ส่วนคนไทยทำอย่างนั้นไม่ได้ แม้ว่าทางการสมัยหนึ่งจะเคยออกกฏห้ามไม่ให้ต่างชาตินำเงินเข้าออกเกินกว่ารายละ 50 ล้านบาท แต่เขาก็เลี่ยงโดยแตกเป็นหลายๆรายการ และหลายๆบัญชี

การโยกเงินเข้าออก หรือปั่นค่าเงินให้ขึ้นลงนี้ทำได้ทั้งสองทาง คือโยกให้ลงในกรณีที่เห็นว่าค่าเงินบาทแข็งเกินไป ถ้าเราไปสู้เพื่อรักษาค่าเงินให้แข็งไว้ ทุนสำรองก็ร่อยหรอเท่าจำนวนที่เอาดอลลาร์ออกขายทั้งในตลาดทันทีและตลาดล่วงหน้า นอกจากนั้นคนแตกตื่นก็เอาเงินออก เจ้าหนี้ที่ปล่อยเงินกู้เป็นดอลลาร์ก็เรียกหนี้คืน ในที่สุดก็ต้องลดค่าเงิน กลายเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินไป

แต่การปั่นให้เงินขึ้นแล้วเทขายนั้น อันตรายก็มีเพียงทำให้ค่าเงินผันผวน ผู้เก็งกำไรได้กำไรจากหยาดเหงื่อของผู้ผลิตของเรา โดยที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย เราทำมาค้าขายได้เงินเท่าไหร่เขาเอาไปหมด ทุนสำรองที่ซื้อไว้เวลาเขาเอาเงินดอลลาร์ออกไปก็จะปั่นจำนวนเงินมากกว่าที่เขาเอาเข้ามา

การเก็งกำไรโดยการปั่นค่าเงินบาทขึ้นแล้วเราจำกัดการแทรกแซงไม่ให้ขึ้นโดยการออกมาซื้อดอลลาร์ไปเก็บเอาไว้ ไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ แต่มีข้อเสียสองสามอย่าง

อย่างแรกเงินบาทที่ธนาคารเอาไปซื้อเงินดอลลาร์มาเก็บไว้ก็จะทำให้นักปั่น มีเงินบาทมากขึ้น ตลาดเงินบาทจะใหญ่ขึ้น ทำให้การปั่นเงินบาททำได้มากขึ้น รุนแรงขึ้นในอนาคต ถ้าไปแทรกแซงในตลาดต่างประเทศ

อย่างที่สองอาจจำทำให้ปริมาณเงินในตลาดเงินบาทสูงขึ้น ทำให้ดอกเบี้ยระยะสั้นลดลง แต่ทางการก็แก้โดยการดูดซับเงินบาทคืน

อย่างที่สามทางการอาจจะขาดทุนจากการเข้าไปแทรกแซงก็ได้หาทำไม่สำเร็จ

ส่วนที่จะเป็นอันตรายจากการขาดความเชื่อมั่น เงินทุนไหลออกจนเป็นอันตรายต่อทุนสำรองระหว่างประเทศ เหมือนอย่างกรณีที่ค่าเงินของเขาแข็งเกินไป คงจะไม่เป็นอย่างนั้น เพราะการแทรกแซงจะทำให้เรามีทุนสำรองมากขึ้น
การเก็งกำไรค่าเงินขาขึ้นจึงน่าจะเป็นเรื่องที่ทำในระยะสั้นๆ เมื่อค่าเงินแข็งขึ้นไปแล้วก็จะเทเงินบาทออกขายกลับไปซื้อดอลลาร์อีก ขนเอากำไรกลับบ้านไป
นานๆเราถึงจะเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เสียที เพราะการเก็งกำไรแบบนี้ผู้เก็งกำไรอาจจะเสี่ยงมากกับมาตรการทางกฏหมายของประเทศเจ้าของเงินได้ และขาดทุนได้ง่ายเหมือนอย่างเมื่อ 6-7 เดือนก่อนหน้านี้

แต่ถ้าจะแทรกแซงโดยเอาเงินบาทซื้อดอลลาร์เก็บไว้ก็ไม่น่าจะเสี่ยงเหมือนกัน กรณีที่นักเก็งกำไรโจมตีให้ค่าเงินบาทอ่อน เพียงแค่ธนาคารกลางของประเทศเจ้าของเงินจะมีทุนสำรองมา แต่ไม่เคยเห็นประเทศไหนล้มละลายเพราะมีทุนสำรองมาก มีแต่ล้มละลายเพราะทุนสำรองหมด

ประเทศมาเลเซีย โดยท่านนายกรัฐมนตรีมหาธีร์เคยประกาศยกเลิกเงินริงกิตที่อยู่นอกประเทศ ที่จริงสิงคโปร์นั่นแหละ ให้นำกลับเข้ามาเลเซียภายใน 1 เดือน เมื่อเกิน 1 เดือนถือว่ายกเลิก รวมทั้งธนบัตรให้นำเข้ามาภายใน 1 เดือน ถ้าเกิน 1 เดือนนำเข้ามาไม่ได้ เมื่อนำเข้ามาแล้ว เอาออกไปก่อนครบ 1 ปีไม่ได้ ตลาดริงกิตนอกประเทศจึงหมดไป
จีนก็ยังห้ามนำเงินหยวนออกนอกประเทศ จะมีอยู่บ้างก็ที่ฮ่องกงแต่ก็ไม่มาก
สิงคโปร์ก็ไม่ยอมให้เงินดอลลาร์สิงคโปร์ไปค้าขายอยู่นอกประเทศ เพราะกลัวนักเก็งกำไรมาโยก หรือมาปั่นเก็งกำไรค่าเงิน
ประเทศต่างๆก็พยายามไม่ให้ต่างชาติมีเงินสกุลของตน เพราะจะทำให้นักปั่นตลาดเก็งกำไรได้

สำหรับเงินบาทเราทะลักออกไปนอกประเทศตอนที่เราถูกบังคับให้ผ่อนคลายการควบคุมการไหลเข้าออกของเงิน ประกอบกับเราอยากจะเป็นศูนย์กลางการเงินของภูมิภาค
แต่ที่ออกไปมากจริงๆ ก็คงตอนที่ธนาคารแห่งประเทศไทยต่อสู้ปกป้องค่าเงินบาทในปี 2540 โดยการขายดอลลาร์ล่วงหน้า แล้วเอาเงินบาทไปซื้อดอลลาร์กลับในตลาดทันที เงินบาทก็เลยทะลักไปอยู่ในมือของต่างชาติจำนวนมาก

แต่เที่ยวนี้นักเก็งกำไรปั่นค่าเงินบาทขึ้น ซึ่งเป็นการเสี่ยงต่อการขาดทุนมากที่ทางการไม่เล่นด้วย เหมือนกับการปั่นหุ้น ถ้าเจ้าของบริษัทที่หุ้นถูกปั่นไม่เล่นด้วย
เสี่ยงจากการที่จะถูกจับเพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมาย เสี่ยงที่จะถูกมาตรการอื่นๆเล่นงาน
ไม่เหมือนกับที่นักเก็งกำไรไล่โจมตีค่าเงินให้ต่ำลง เพราะเจ้าของบ้านมีทุนสำรองจำกัด ถ้าเข้าไปต่อสู้ป้องกันก็แพ้วันยังค่ำ เพราะนักเก็งกำไรมีเป็นจำนวนมากและมีทุนหนากว่าเรามาก ถ้าเราใช้ระบบเสรีก็เหมือนกับเอานักมวยรุ่นฟลายเวทไปชกกับนักมวยรุ่นเฮฟวี่เวต อย่างไรก็สู้กันไม่ได้

อย่างไรก็ลองกลับไปพิจารณาดูระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ตรึงไว้กับตะกร้าเงินที่ไม่ประกาศสัดส่วนของเงินตราสกุลหลักในตะกร้า และรู้จักจัดการให้ดี อย่าทำอย่างที่เคยทำ อาจเป็นระบบที่ดีที่สุดก็ได้ สามารถขจัดการเก็งกำไรได้หมด
ลองเอามาคิดกันดูก็ไม่เลว

จากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ 8-10 กันยายน 2446

ห้าประเด็นยอดฮิต : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ โดย ดร.สมชัย สัจจพงษ์


ห้าประเด็นยอดฮิต : การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ

ดร.สมชัย สัจจพงศ์ หนังสือ ทะลุมิติ เศรษฐกิจการคลังไทย


วันนี้ผมจะลองมาตอบคำถามยอดฮิตเกี่ยวกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แล้วผมอยากให้ท่านผู้อ่านลองมาช่วยกันใตร่ตรองว่าประเทศไทยสมควรดำเนินการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่อไปหรือไม่
ซึ่งคำถามหรือประเด็นสำคัญที่มีการหยิบยกเพื่อต่อต้านการแปรรูปรัฐวิสาหกิจดังต่อไปนี้



  1. การแปรรูปโดยการนำหุ้นรัฐวิสาหกิจไปจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จะเอื้อประโยชน์ต่อนักการเมืองและผู้มีอุปการะคุณของสถาบันการเงินหรือบริษัทหลักทรัพย์ฯ ผู้ซื้อหุ้นรายย่อยจะไม่สามารถซื้อหุ้นได้

  2. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะเป็นการให้อำนาจผูกขาดกับเอกชนซึ่งจะส่งผลให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภค

  3. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะเป็นการขายชาติโดยชาวต่างชาติจะเข้ามาเป็นเจ้าของทรัพย์สินของคนไทย

  4. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะทำให้ค่าน้ำและค่าไฟฟ้าแพงขึ้น และ

  5. การแปรรูปรัฐวิสาหกิจจะส่งผลให้มีการปลดพนักงานรัฐวิสาหกิจออกเป็นจำนวนมากรวมทั้งมีการลดสวัสดิการและค่าตอบแทนต่างๆ

ประเด็นและคำถามข้างต้นสามารถหาความชัดเจนและคำตอบได้จากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 ที่ได้ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจ ซึ่งผมมีความเห็นว่าสมควรที่จะต้องนำหลักเกณฑ์เหล่านี้ชี้แจง ทำความเข้าใจ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนคนไทยทุกคน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปรัฐวิสาหกิจทราบอย่างทั่วถึง


หลักเกณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบประเด็นที่ 1. ข้างต้นได้อย่างชัดเจนว่า การแปรรูปรัฐวิสาหกิจที่จะมีขึ้นในช่วงต่อไปจะไม่มีการให้อภิสิทธิ์ในการจองหุ้นกับผู้มีอุปการะคุณที่เป็นลูกค้าสถาบันการเงินและบริษัทหลักทรัพย์ฯ โดยนักการเมืองรวมทั้งผู้มีอุปการคุณทั้งหลายจะต้องดำเนินการจองหุ้นและได้มาซึ่งหุ้นโดยการสุ่มเสี่ยง (Random) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเฉกเช่นเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อยและประชาชนทั่วไป อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์นี้แท้ที่จริงแล้วได้ให้อภิสิทธิ์กับผู้ลงทุนรายย่อยที่เป็นคนไทยมากกว่าผู้ลงทุนรายใหญ่และนักการเมืองเสียอีก โดยผู้ลงทุนรายย่อยจะได้รับสิทธิ์ในการจองและได้รับการจัดสรรหุ้นตามความต้องการก่อนผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หากมีการจัดสรรหุ้นตามความต้องการของผู้ลงทุนรายย่อยแล้วยังมีหุ้นเหลือจึงค่อยจัดสรรให้ผู้ลงทุนรายใหญ่เป็นลำดับต่อไป หากมีการจัดสรรหุ้นให้ผู้ลงทุนรายย่อยจนหมด ผู้ลงทุนรายใหญ่ก็จะไม่ได้รับการจัดสรรหุ้นรัฐวิสาหกิจเลยแม้แต่หุ้นเดียว


สำหรับประเด็นที่ 2 ข้างต้นนั้น หลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ระบุไว้ชัดเจนว่ารัฐบาลจะยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของรัฐวิสาหกิจที่มีการแปลงสภาพโดยจะยังถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน แต่หากเป็นการแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจประเภทไฟฟ้า และน้ำประปา รัฐบาลจะถือหุ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 ของทุนจดทะเบียน หลักเกณฑ์นี้ถือว่าเป็นหลักประกันการไม่เป็นการโอนอำนาจผูกขาดไปให้ภาคเอกชน ซึ่งหากมีการโอนอำนาจผูกขาดไปให้เอกชนรายใดรายหนึ่งจริง ผมมีความเห็นว่าประเทศชาติจะเสียหายและผู้บริโภคจะถูกเอาเปรียบอย่างแสนสาหัสมากกว่าอำนาจผูกขาดอยู่กับภาครัฐเสียอีก


ในส่วนของประเด็นที่ 3 ที่ระบุว่าการแปรรูปจะเป็นการขายชาติและขายทรัพย์สินให้ต่างชาติมาฮุบเอาไปแสวงหาประโยชน์นั้น หลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ได้ป้องกันจุดนี้โดยอนุญาตให้นักลงทุนไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติสามารถถือหุ้นรัฐวิสาหกิจใดรัฐวิสาหกิจหนึ่งได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของทุนจดทะเบียนและสำหรับนักลงทุนต่างชาติ การถือหุ้นจะถือรวมกันทั้งหมดได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่าอย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังเป็นผู้ถือครองรายใหญ่ในรัฐวิสาหกิจที่มีการแปลงสภาพในทุกกรณีอยู่ดี


สำหรับประเด็นที่ 4 ที่ระบุว่าการแปรรูปจะทำให้น้ำประปาและค่าไฟฟ้าแพงขึ้นนั้น ผมขอย้อนถามว่าแล้วที่ผ่านมาในอดีตที่ยังไม่มีการแปรรูป ค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้าเคยปรับเพิ่มหรือไม่ คำตอบตามข้อเท็จจริงก็คือ เคยและก็เคยหลายครั้งหลายคราแล้วด้วยทั้งๆ ที่ไม่มีการแปรรูปรัฐวิสาหกิจประเภทประปาและไฟฟ้าแต่อย่างใด ที่มีการเกรงว่าเอกชนหรือต่างชาติจะผูกขาดและเพิ่มค่าน้ำค่าไฟอย่างไม่เป็นธรรมก็เป็นไปไม่ได้แล้วเพราะรัฐบาลไทยและคนไทยยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ถึงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 ของทุนจดทะเบียนอยู่ นอกจากนี้จากหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ระบุว่าจะมีการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อมากำกับดูแลเกี่ยวกับเรื่องนี้รวมทั้งทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคอีกทางหนึ่งด้วย


ในส่วนประเด็นที่ 5 ที่มีการเกรงกันว่าเมื่อมีการแปรรูปหรือแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจแล้วจะมีการปลดพนักงานรัฐวิสาหกิจออกนั้น หลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบได้ระบุชัดเจนว่าจะไม่มีการปลดพนักงานและจะคงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่พนักงานได้รับก่อนการแปรรูป ซึ่งจริงๆแล้วประเด็นนี้ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยเท่าไหร่ เพราะการแปรรูปนั้นมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยที่เพิ่มบทบาทของภาคเอกชนในการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เราคงต้องยอมรับว่ารัฐวิสาหกิจบางแห่งค่อนข้างเทอะทะ อุ้ยอ้าย แถมมีไขมันเยอะ ซึ่งการแปรรูปถูกคาดหวังว่าจะทำให้รัฐวิสาหกิจนั้นมีรูปร่างดี ไขมันส่วนเกินหมดไป ดังนั้นการที่ไม่สามารถลดจำนวนพนักงานส่วนเกินและไร้ประสิทธิภาพ รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่ได้มากเกินพอของพนักงานก็จะทำให้การแปรรูปไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก


จากที่ผมได้ยพยายามตอบประเด็น 5 ประเด็นยอดฮิตข้างต้นท่านผู้อ่านคงจะเห็นด้วยกับผมว่าความหวั่นกลัวและความกังวลต่างๆ 5 ประการข้างต้นได้รับการจัดการและป้องกันแก้ไขแล้วจากหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อ วันที่ 7 เมษายน 2547 ซึ่งถึงแม้บางคนจะมีความเห็นว่าไม่ใช่หลักเกณฑ์ที่ดีที่สุด (First best solution) แต่เราคงต้องยอมรับว่าไม่มีอะไรที่จะสมบูรณ์ไปเสียทุกอย่าง ดังนั้นหลักเกณฑ์การแปลงสภาพรัฐวิสาหกิจที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2547 จึงเป็นหลักเกณฑ์ที่ถือว่าเป็น Second best solution ซึ่งผมมีความเห็นว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ของคนไทยทุกคน สิ่งที่ต้องดำเนินการต่อไปได้แก่ การเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นของทุกฝ่ายโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ไม่ใช่เพียงเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้านการแปรรูปโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของพวกพ้อง นักกาเรมืองหรือคำนึงถึงเพียงผลประโยชน์ส่วนตนของพนักงานที่ได้สั่งสมมาเป็นระยะเวลานาน ดังนั้นประเด็นการแปรรูปที่แท้จริงตามความเห็นของผมอยู่ที่คำ 7 พยางค์ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องท่องเอาไว้ขึ้นใจได้แก่ ความจริงใจต่อประเทศชาติ

คิดนอกกรอบตำราการคลัง : ดร.สมชัย สัจจพงษ์




คิดนอกกรอบตำราการคลัง : สร้างนวตกรรมรากหญ้าสู่รากแก้ว

ดร.สมชัย สัจจพงษ์ : หนังสือทะลุมิติเศรษฐกิจการคลังไทย


รัฐบาลและกระทรวงการคลังได้สร้างนวตกรรมด้านการคลังขึ้นสามด้านได้แก่



  1. นวตกรรมด้านการบริหารทรัพย์สินของรัฐ

  2. นวตกรรมด้านการอัดฉีกเงินเข้าสู่เศรษฐกิจอ่านสถาบันการเงินของรัฐ (มาตรการกึ่งการคลัง Quasi Fiscal Measures) และ

  3. นวตกรรมด้านการจัดสรรงบบประมาณแบบขนมชั้น

1. นวตกรรมด้านการบริหารทรัพย์สินของรัฐ ในส่วนของราชพัสดุต้องถือว่าเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาล รัฐบาลที่ผ่านมามักจะไม่ค่อยเน้นความสำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ราชพัสดุ รัฐบาลนี้ได้ให้ความสำคัญกับ เรื่องนี้มากเพราะนอกเหนือจากจะสามารถทำให้รัฐบาล มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการบริหารที่ราชพัสดุที่มีอยู่ประมาณ 12 ล้านไร่ และมีมูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาท นอกเหนือจากรายได้ของรัฐบาลจากภาษีอากรแล้ว รัฐบาลได้เน้นการบริหารที่ราชพัสดุเพื่อคนจน เกษตรกร และสังคมอีกด้วย ซึ่งนวตกรรมด้านนี้มีส่วนสนับสนุนนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล และมีส่วนแปลงโฉมให้เศรษฐกิจรากหญ้าเป็นรากแก้วในอนาคต

2. นวตกรรมด้านการอัดฉีดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจผ่านสถาบันการเงินของรัฐ (มาตรการกึ่งการคลัง) นับว่าเป็นนวตกรรมที่มีส่วนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจรากหญ้าสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างเต็มภาคภูมิ ไม่ว่าจะเป็นการทำงานของ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และสถาบันการเงินของรัฐอื่นๆที่ได้ดำเนินมาตรการกึ่งการคลังนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มผู้ได้รับประโยชน์เป็นไปตามกลุ่มเป้าหมายของรัฐบาล อีกทั้งผลประกอบการของสถาบันการเงินของรัฐมีความมั่นคง ฐานะการเงินตามมาตรฐานธนาคารแห่งประเทศไทยแข็งแกร่ง กำไรอยู่ในระดับสูง และ NPL อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับ NPL ของธนาคารพาณิชย์เอกชนทั้งระบบ

3. นวตกรรมด้านการจัดสรรงบประมาณแบบขนมชั้น ถือว่าเป็นมิติใหม่ของการจัดสรรงบประมาณที่พยายามเติมเต็มความต้องการงบประมาณในการพัฒนาประเทศในทุกมิติ ทั้งในมิติมหาภาค มิติจุลภาค และมิตินาโนภาค ซึ่งประกอบด้วยความต้องการงบประมาณพัฒนาในมิติของประเทศและรัฐบาลโดยรวม ความต้องการงบประมาณพัฒนาในมิติขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ความต้องการงบประมาณพัฒนาในมิติของจังหวัด (ผู้ว่าฯ CEO) และความต้องการงบประมาณพัฒนาในมิติของประชาชนระดับหมู่บ้าน (นโยบาย SML) ผมมีความเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณแบบขนมชั้นตามความต้องการของสามส่วนหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความต้องการนส่วน SML นั้น จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจรากหญ้าแปลงโฉมเป็นเศรษฐกิจรากแก้วในอนาคต

นโยบายการคลังจึงเป็นเครื่องมือทางนโยบายเศรษฐกิจที่มีพลานุภาพมาก เราเคยคิดว่าการดำเนินนโยบายการเงินสามารถสร้างนวตกรรมทางการเงินได้อยู่เรื่อยๆ แต่จากประสบการณ์จริงของการคลังไทยขณะนี้พบว่า การดำเนินนโยบายการคลังสามารถสร้างนตกรรมได้เช่นกัน อยู่ที่ว่าจะคิดนอกกรอบ Text Book ด้านเศรษฐศาสตร์หรือไม่ เมื่อกล้าที่จะคิดนอกกรอบ ก็ควรคิดนวตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนที่อ่อนแอที่สุดในสังคมก่อน ซึ่งรัฐบาลไทยได้กล้าคิดและกล้าทำเป็นตัวอย่างแล้วได้แก่นตกรรมนโยบายการคลังเพื่อเศรษฐกิจรากหญ้านั่นเอง


Powered By Blogger